เส้นทางสายใหม่ จากเด็ก MWIT สู่บทบาทการเป็นครูสอนรุ่นน้อง

ผู้สัมภาษณ์และเรียบเรียง: อรสิริ อิ่มสุวรรณ์

โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม

Email:


เด็กบุรีรัมย์คนหนึ่งที่ไม่เคยรู้จัก “MWIT” มาก่อน ไม่เคยวาดฝันว่าการตัดสินใจเดินทางมานครปฐมในวันนั้น จะก่อให้เกิดความรัก ความผูกพัน และทำให้ได้ใช้ชีวิตอยู่ MWIT เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน วันนี้เราจะมาร่วมพูดคุยกับนักเรียนเก่า รุ่นที่ 15 ที่ผันตัวจากนักเรียนมาสู่บทบาทของการเป็นครู กับ “อ.น้ำ – ดร.ธัญนันท์ สมนาม” ครูสาขาวิชาฟิสิกส์ โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์

รูปที่ 1 “อ.น้ำ – ดร.ธัญนันท์ สมนาม” ครูสาขาวิชาฟิสิกส์ โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์

จุดเริ่มต้นของเส้นทางสู่ MWIT เกิดขึ้นจากการที่เพื่อนค่ายดาราศาสตร์โอลิมปิกชวนมาสอบ นั่นทำให้ “อ.น้ำ” เริ่มหาข้อมูลของโรงเรียนเพิ่มเติม รวมถึงการรับฟังประสบการณ์ตรงจากคุณแม่ หนึ่งในครูที่มีโอกาสมาร่วมกิจกรรมในโครงการบริการวิชาการของ MWIT และสัมผัสได้ถึงกระบวนการจัดการเรียนการสอน สภาพแวดล้อม และศักยภาพของบุคลากรของโรงเรียน

สัมผัสกับตัวตนของ “MWIT” ด้วยตนเอง

ความประทับใจแรกในโรงเรียนเกิดขึ้นในช่วงการสอบคัดเลือกเพื่อเข้าศึกษาต่อ ม.4 รอบสอง อ.น้ำได้เล่าภาพเหตุการณ์ในช่วงนั้นไว้ว่า

“ในการสอบรอบสองจะเป็นการสอบที่โรงเรียน โดยมีการเข้าค่ายประมาณ 3-4 วัน แต่รูปแบบไม่เหมือน Pre-MWIT การสอบนี้เป็นการทำความรู้จักโรงเรียนไปพร้อม ๆ กัน มีกิจกรรมประเภทกลุ่มสันทนาการ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องไปเข้าห้องสอบ แม้จะกังวลบ้าง แต่เรามองว่าเป็นการสอบที่น่าสนใจ ในแนวเชิงความคิดสร้างสรรค์ จิตวิทยา มิติสัมพันธ์ มีการสอบปฏิบัติการเล็ก ๆ และที่ชอบคือการให้ฟังบรรยาย โดยมีนักวิทยาศาสตร์และอาจารย์ต่าง ๆ มาเป็นวิทยากร ซึ่งเป็นหัวข้อทางคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ที่ผ่านการร้อยเรียงเรื่องราวขึ้นใหม่ แล้วหลังจากนั้น เขาให้เราเข้าห้องสอบเลย ซึ่งเหมือนเป็นการวัดความตั้งใจ วัดทักษะการฟัง วัดทักษะการคิด วัดทักษะการจับประเด็น ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้ในช่วงเวลาที่จำกัด ทักษะเหล่านี้ต้องผ่านการฝึกฝนจนเกิดเป็นสมรรถนะในการเรียนรู้ ภายในค่ายเราไม่รู้เลยว่าเขาประเมินด้วยกิจกรรมอะไรบ้าง แต่โดยรวมแล้วเป็นบรรยากาศแรกที่ประทับใจ เราเห็นพี่มาช่วยยกกระเป๋า มาถ่ายรูป มาช่วยงาน เลยเห็นภาพว่าถ้าเราได้มาเรียนที่นี่น่าจะได้ทำอะไรแบบนี้ เนื่องจากเป็นคนชอบทำกิจกรรมอยู่แล้ว พอหลังจากจบค่าย เราเลยมั่นใจแล้วว่าต้องเป็นที่นี่แหละ

รูปที่ 2 อ.ธัญนันท์ สมัยเรียนอยู่ที่โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์

พอมาเรียนที่นี่ ทุกอย่างเป็นเรื่องใหม่หมด มีคนเก่งกว่าเราเยอะมาก คือเราไม่ใช่ที่ 1 อีกต่อไป ทำให้เราต้องปรับตัวและพยายามมากขึ้น ตอนแรกก็กดดันเพราะที่นี่เรียนยาก ไม่สามารถปล่อยผ่านอะไรได้เลย แต่ด้วยความที่อยู่หอพัก เพื่อน ๆ เลยช่วยกัน ใครเก่งวิชาไหนก็ช่วยกันติว เป็นบรรยากาศที่ดีมาก ๆ แล้วก็ได้มีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมหลาย ๆ อย่าง คือรู้สึกว่าตอนนั้นมั่นใจในด้านวิชาการของโรงเรียนมาก ๆ และอยากเน้นการพัฒนาตนเองไปสู่มิติของการทำงานที่โตขึ้น ได้เป็นคณะกรรมการนักเรียน ทำหน้าที่ประกาศหน้าเสาธงทุกวัน การเข้าแถวเคารพธงชาติในทุกเช้าเป็นอะไรที่ขลังและศักดิ์สิทธิ์มาก ยิ่งมองจากมุมสูงจากตึกเรียนจะเห็นการเข้าแถวที่เป็นระเบียบเรียบร้อยและสวยงามมาก ๆ”

รูปที่ 3 กิจกรรมแข่งบาสเกตบอลสายห้อง

ทุน MWIT จากระดับ ม.ปลาย ต่อเนื่องจนจบปริญญาเอก

นักเรียน MWIT ทุกคนต่างได้รับทุนสนับสนุนการศึกษาจากรัฐบาลจนจบระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ก่อนที่จะแยกย้ายกันศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาทั้งในประเทศและต่างประเทศ แต่ อ.น้ำมีเส้นทางที่แตกต่างจากคนอื่นเล็กน้อย คือได้รับทุนจากโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ไปศึกษาต่อระดับอุดมศึกษา เพื่อนำความรู้ความสามารถกลับมาพัฒนารุ่นน้องในบทบาทของการเป็นครู

“ตอนนั้นมีประกาศของทางโรงเรียนออกมาว่า มีทุนเรียนต่อปริญญาตรี-โท ด้านฟิสิกส์ที่ฝรั่งเศส ซึ่งเป็นทุนของโรงเรียน ทุนเรียนต่อปริญญาตรีด้านเคมีที่จีน และทุนเรียนต่อปริญญาตรีด้านคอมพิวเตอร์ที่อินเดีย ซึ่งสองทุนหลังเป็นทุนจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยตรง เราสนใจแต่ต้องถามตัวเองว่าอยากเป็นอะไร ซึ่งหลายอย่างบีบให้เราเป็นหมอ พอมีทุนตรงนี้เข้ามา ทำให้เราได้ปลดล็อกอะไรหลาย ๆ อย่าง

ในใจลึก ๆ ไม่ได้อยากจะเป็นหมอ ทำให้เรายิ่งมั่นใจว่าทุนเหล่านี้สามารถทำให้เรามีลู่ทางที่จะเป็นครูได้ เลยตั้งใจว่าฉันจะไป และฉันจะเอาทุนเรียนต่อปริญญาตรี-โท ด้านฟิสิกส์ที่ฝรั่งเศส ด้วยความที่ทั้งพ่อและแม่เป็นครู ชอบความเป็นครูมาตั้งแต่เด็ก ๆ พอมาที่นี่เราก็จะเป็นคนติวเพื่อน ติวฟิสิกส์ ติวคณิตฯ ตอน ม.5 ก็มีเพื่อนมาบอกว่า “แกเหมาะกับการเป็นครูเนอะ แกอธิบายรู้เรื่องมากเลย” ยังจำคำเพื่อนจนถึงวันนี้ได้ พอมาเจอทุนนี้เลยมั่นใจว่าเราอยากจะเป็นครูนี่แหละ บวกกับการเห็นกิจกรรมของโรงเรียนทั้งหมด ด้วยตอนนั้นไม่ได้มีโรงเรียนที่มีความพร้อมมากในประเทศไทย ทำให้ตัวเองรู้สึกโชคดีมาก ๆ MWIT เปิดโลกกว้างให้เรา รู้สึกซาบซึ้งกับทุกอย่างในโรงเรียน และทุนนี้ทำให้เราได้กลับมาเป็นครู มาพัฒนา มาตอบแทนโรงเรียนได้ เลยมุ่งมั่นแน่วแน่ที่จะสมัคร ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้ผลการเรียน กิจกรรม ความประพฤติ และอื่น ๆ ตามกระบวนการคัดเลือกค่ะ”

รูปที่ 4 อ.ธัญนันท์ ทูลเกล้าฯ ถวายวิทยานิพนธ์ และรายงานตัวในการกลับมาปฏิบัติหน้าที่ครู ณ โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์

พระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

ตลอดช่วงเวลาการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา อ.น้ำได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระองค์ท่านในการรับเป็นนักเรียนในพระราชูปถัมภ์ ซึ่งพระองค์ท่านได้พระราชทานคำแนะนำมาโดยตลอด สร้างความซาบซึ้งให้ อ.น้ำ อย่างมิรู้เลือน

“มีการเข้าเฝ้าฯ เพื่อเป็นการลาศึกษาต่อ นอกจากเราดีใจแล้ว ยังทำให้พ่อแม่เราดีใจด้วยที่ได้เข้าเฝ้าฯ ตอนนั้นคิดว่าน่าจะมีโอกาสเพียงเท่านี้ แต่ระหว่างไปเรียนเราได้ทำรายงานการเรียนทุกเทอม ซึ่งโรงเรียนได้ถวายรายงาน และพระองค์ได้พระราชทานข้อเสนอแนะแก่โรงเรียนในการดูแลเรา

ทุนที่ได้รับเป็นทุนเรียนต่อด้านฟิสิกส์ที่ฝรั่งเศสซึ่งเป็นประเทศที่เราชอบ ตอนแรกตั้งใจจะไปเรียนฟิสิกส์นิวเคลียร์ เพราะที่นั่นเก่งด้านการผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยพลังงานนิวเคลียร์ แต่พอเรียนไปเรียนมา ก็มีการเปลี่ยนแนวคิดเป็นด้านฟิสิกส์วัสดุศาสตร์ โดยระหว่างเรียน ท่านพระราชทานคำแนะนำ กำลังใจ และเมื่อครั้งที่เสด็จฯ เยือนฝรั่งเศส ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ 3-4 ครั้ง แต่ที่รู้สึกว่าเราได้ทำประโยชน์มากคือในช่วงปี 2009 ครั้งที่พระองค์ท่านทรงพาคณะนักวิทยาศาสตร์ไทยไปที่ฝรั่งเศสประมาณอาทิตย์กว่า ๆ พาไปศึกษาดูงานเกี่ยวกับการบริหารจัดการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ไปดูระบบการบริหารรถไฟความเร็วสูงว่าเขามีการจัดการอย่างไร และไปที่ศูนย์วิจัยฟิสิกส์อนุภาคที่เซิร์น (CERN) ตอนนั้นได้มีโอกาสตามเสด็จฯ และเป็นล่ามไปในตัว นอกจากช่วยเป็นล่ามแล้ว ยังมีโอกาสช่วยแปลข่าวจากฝรั่งเศสเป็นภาษาไทยเพื่อส่งกลับไปจัดทำข่าวในพระราชสำนัก ทำให้เรารู้สึกว่าได้ใช้ความรู้ความสามารถสร้างประโยชน์ได้มากในทริปนั้น และได้เปิดโลก ได้เห็นในสิ่งที่เราเข้าไปดูเองไม่ได้ ทำให้เรารู้สึกว่าท่านทรงสนพระทัยนักเรียนที่ท่านดูแลอย่างมาก และท่านทรงสร้างโอกาสให้แก่คนไทยในการเข้าไปเรียนและทำงานที่เซิร์นตั้งแต่ตอนนั้นเป็นต้นมา”

รูปที่ บรรยากาศการเรียนกับเพื่อนในมหาวิทยาลัย

เรียนภาษาฝรั่งเศสแบบเร่งรัด ใช้ชีวิตในเมืองที่ไม่พูดภาษาอังกฤษ ชีวิตที่สื่อสารไม่ได้ ท้อจนร้องไห้

จากเด็กที่ไม่เคยเรียนภาษาฝรั่งเศสมาก่อน อ.น้ำต้องเรียนภาษาในช่วงระยะเวลาอันสั้น แต่กลับไม่สามารถสื่อสารได้ในชีวิตจริง ขนาดจะซื้ออาหารในซูเปอร์มาร์เก็ตยังต้องเดินกลับบ้านตัวเปล่าเพราะคุยไม่รู้เรื่อง แต่ อ.น้ำก็ฮึดสู้จนเอาตัวรอดมาได้ 

“สำนักงานผู้ดูแลนักเรียนในต่างประเทศ (สนร.) ส่งไปอยู่ในเมืองเล็ก ๆ ที่ส่วนใหญ่มีแต่คนชราและหมาแมว ส่งเราไปในที่ที่ต้องอาศัยเทคนิคการเอาตัวรอด โดยเราไม่สามารถพูดภาษาอังกฤษในเมืองนั้นได้เลย ก่อนเดินทางจะมีทุนในการเรียนเพื่อปรับตัวด้านภาษา ก็ได้ไปเรียนที่ Alliance Française ซึ่งเป็นอาจารย์ชาวฝรั่งเศส พูดภาษาอังกฤษในการสอนภาษาฝรั่งเศส ทำให้เราจับต้นชนปลายได้บ้าง และด้วยระยะเวลาอันสั้นที่เราจะต้องไปแล้ว เลยคิดว่าต้องเร่งรัดทางภาษา จึงไปลงเรียนอีกคอร์สหนึ่งกับนักเรียนสายศิลป์ฝรั่งเศส พร้อมทั้งไปซื้อหนังสือเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัยสายศิลป์ฝรั่งเศสมานั่งเรียนเอง 2 เดือนก่อนเดินทาง โดยไม่รู้ว่ามาถูกทางหรือเปล่า แต่คิดว่าได้แหละ เพราะเราเตรียมตัวมาแล้ว พอเอาเข้าจริงคนฝรั่งเศสในเมืองเล็ก ๆ นั้น เขาพูดเร็วมาก เราฟังไม่รู้เรื่อง และเขาก็พูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย เราจึงต้องใช้ท่าทางภาษามือไป ก็ได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง บางทีเวลาคุยกับเขา เขาอาจจะหงุดหงิดใส่ เลยเริ่มหวั่น ๆ ว่าเราจะใช้ชีวิตต่ออย่างไร มีครั้งหนึ่งที่เรารู้สึกว่า ไม่ได้แล้วถ้าเราจะใช้ชีวิตแบบนี้ คือการที่เราไปซื้อของ ไปซื้ออาหาร แล้วฟังไม่ทัน ไม่รู้ว่าเขาพูดอะไร จุดนั้นเป็นการไปซื้ออาหารที่ไม่ได้ของกลับมา เราเลยถามตัวเองว่า เราต้องทนอยู่ในสภาวะแบบนี้หรือ มันเป็นโลกที่เหมือนไม่มีใครพูดกับเรารู้เรื่องได้แล้ว ผู้หญิงอายุ 18 คนเดียวในโลกกว้าง บวกกับความไกลบ้านด้วย เดินกลับมาร้องไห้ เราต้องทำอย่างไร ในกระเป๋ามีแต่เหรียญเพราะฟังไม่ออกว่ามันเท่าไร ต้องจ่ายแต่แบงก์ใหญ่ ซึ่งก็จะได้รับแต่เหรียญกลับมา ด้วยอะไรหลาย ๆ อย่าง เราจึงต้องเปลี่ยนตัวเอง สิ่งที่เตรียมไปอาจจะไม่ถึงจุดที่ช่วยเราได้ เราจึงต้องแก้ปัญหา ก็คือช่างมัน เราจะพูดจนกว่าเขาจะรู้ ถ้าเขาไม่รู้เรื่อง เราก็ยื่นกระดาษที่เขียนมาให้เขาเลย เลยรอดมาได้ ถึงจะดูน่าอายในสายตาคนอื่น แต่ก็ได้กินในสิ่งที่เราอยากกิน เลยคิดได้ว่า เราไปในที่ที่ไม่มีใครรู้จักเราแล้ว ไม่ต้องอาย ปล่อยมันไป

ตอนนั้นเปลี่ยนฟังก์ชันทุกอย่างในคอมพิวเตอร์เป็นภาษาฝรั่งเศสทั้งหมด ซื้อคีย์บอร์ดภาษาฝรั่งเศส และไปเรียนเพิ่มเติม อาจารย์จะสอนภาษาฝรั่งเศสด้วยภาษาฝรั่งเศส ซึ่งไม่เหมือนกับตอนที่เราไปเตรียมความพร้อมมา ก็ไปเรียนแบบไม่รู้เรื่องประมาณ 2 เดือน ฟังไม่ออก ฟังไม่ทัน พยายามอดทนเรียนแบบนั้นมา อยู่ไปอยู่มาเหมือนมันซึมเข้าไป ถ้าเปรียบเทียบก็เหมือนผ้าขาวสะอาดที่ไม่เคยมีอะไรเลย เราไม่มีจุดปิดกั้นในการรับสีที่จะเทเข้ามา สรุปคือจากที่ตัวเองกล้าแล้ว พอไปถึงตรงนั้นเราไม่กล้าทำอะไรสักอย่าง ด้วยความที่ถ้าเราพูดไม่ได้ เราจะอยู่ไม่ได้ มันทำให้เราต้องกล้ามากยิ่งขึ้นกว่าตอนที่อยู่ MWIT อีก คือไม่รู้ก็ถามจนกว่าจะได้ แต่ก็มาด้วยทักษะการใช้ชีวิตที่ไปฝึกซ้อมจนกว่าจะได้ ได้ไปร่วมกิจกรรมทุกอย่างกับทางโรงเรียน ไปขี่ม้า ไปปิกนิก ไปทัศนศึกษา เคยคิดว่าเราจะไม่เข้าร่วมหรอก เพราะมีแต่นักเรียนต่างชาติเหมือนกัน จะได้เรียนรู้ภาษาฝรั่งเศสที่ถูกต้องหรือ ปรากฏว่าการไปแบบนั้นทำให้เราได้เรียนรู้คำศัพท์ใหม่ ๆ จากเพื่อนต่างชาติ และครูฝรั่งเศสช่วยแก้ไขภาษาให้ตลอดในการใช้ภาษาในสถานการณ์จริง ทำให้ปรับตัวทางภาษาได้ในปีแรก นอกจากการเรียนด้านภาษาแล้ว ยังฝึกการเข้าสังคม การเอาตัวรอด ทำให้เรากล้าที่จะเปลี่ยนตัวเอง เพราะมันถึงจุดที่เราต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง หลังจากนั้นเป็นคนที่ไม่กลัวอะไรอีกแล้ว เวลาเจอปัญหาที่เกิดขึ้น เรารู้จักการสอบถามอย่างมีมารยาท เข้าหาคนฝรั่งเศสอย่างไรให้เขาเอ็นดูเรา อยู่ไปเราก็ได้ภาษาเองเลย มีคนบอกว่าถ้าเราไปอยู่ที่ไหนแล้วเราฝันเป็นภาษานั้นแสดงว่าใช่ เดือนที่ 3 เลยมีเก็บไปฝัน ตลอดเวลาที่ได้ใช้ภาษานั้นจริง ๆ ทั้งเรื่องการพูดและการเขียนทุกอย่าง ทำให้ได้เข้ามหาวิทยาลัยด้วยภาษาฝรั่งเศสภายใน 6-7 เดือน ด้วยระดับภาษาฝรั่งเศส B2

ผ่านจุดนั้นมาได้ พอเข้าปารีสก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เวลาอาจารย์เขาอธิบายยาว ๆ เริ่มมีความยากเพราะสำเนียงฟังยากมาก สุดท้ายก็ได้กลุ่มเพื่อนฝรั่งเศสที่อยู่ด้วยกันมาตลอดคอยช่วยเหลือในเรื่องต่าง ๆ เช่น ให้ยืมสมุดจดบันทึก ช่วยตรวจรายงาน ทำให้เอาตัวรอดมาได้ และค่อย ๆ ได้ภาษาขึ้นมาเอง”

รูปที่ 6 การสอบป้องกันวิทยานิพนธ์ในระดับปริญญาเอก

9 ปี กับการเตรียมความพร้อมสู่การเป็นครู

“ตั้งใจไว้ว่าจะไม่ใช้ทุนเกินกว่าที่เราได้รับ โชคดีตอน ป.โท ได้เรียนรู้งานที่ lab หนึ่ง คือที่ École Normale Supérieure ที่ปารีส ซึ่งอาจารย์เขาเอ็นดูเรา ทำให้ ป.เอก กลับมาที่ lab นี้อีกครั้ง เลยได้เรียน ป.โท-ป.เอก 5 ปี เราโชคดีที่ไปได้ถูกทางและมีผล lab ที่ดี เลยเรียน ป.ตรี โท เอก รวบใน 9 ปี แต่จริง ๆ แล้วตอนแรกได้สัญญาทุนแค่ปริญญาตรีกับปริญญาโท แต่ด้วยพระบารมีของพระองค์ท่านที่เสด็จฯ มาฝรั่งเศสในช่วงเรียน ป.โท ปีสุดท้ายพอดี จึงมีโอกาสได้ถวายรายงานเรื่องการเรียน ท่านจึงตรัสกับรองศาสตราจารย์ ดร.คุณหญิงสุมณฑา พรหมบุญ ว่า ถ้าเรียนที่นี่แล้วเป็น lab ที่ดี ให้โรงเรียนพิจารณาต่อสัญญาทุน ทำให้ได้เรียน ป.เอก ต่อเลย กลายเป็นทุนปริญญาตรี โท เอก เลยค่ะ”

รูปที่ 7 บรรยากาศการทำวิจัยในห้องปฏิบัติการ
รูปที่ 8 อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ และผู้แทนจาก สนร. ร่วมแสดงความยินดีที่สำเร็จการศึกษา

เส้นทางสายใหม่ด้วยบทบาทของการเป็นครู

หลังจากเรียนจบในสาขาที่เรียกว่า Condensed Matter Physics อ.น้ำกลับมาบ้านด้วยความภาคภูมิใจ พร้อมเริ่มบทบาทใหม่ของชีวิตด้วยการเป็นครู

“ในการสอนนักเรียน เราได้ใช้ประสบการณ์ที่ได้ไปเรียนต่อมาเล่าให้รุ่นน้องเราฟัง ให้เขาได้เห็นว่าเราเจออะไรมา มีวิธีการรับมืออย่างไร ซึ่งเป็นอีกจุดหนึ่งที่นอกจากวิชาการแล้ว เรายังได้ถ่ายทอดประสบการณ์ชีวิตของเราให้นักเรียนด้วย อย่างน้อยเขาก็มีแหล่งข้อมูลที่ได้ใช้เตรียมตัว มีนักเรียนมาคุยเรื่องศึกษาต่อกับเรา ทำให้รู้สึกว่าเราไม่ใช่แค่ครูฟิสิกส์ แต่เราเป็นรุ่นพี่ แนะแนวในเรื่องการศึกษาต่อกับน้องได้ ซึ่งเป็นเรื่องหนึ่งที่เราได้ตอบแทนโรงเรียน นอกจากนี้ยังได้มีโอกาสดูแลเรื่องดาราศาสตร์โอลิมปิก โดยเป็นคณะทำงานกิจกรรมโอลิมปิกวิชาการมาอย่างต่อเนื่อง และเป็นอาจารย์ผู้นำทีมนักเรียนไปแข่งขันดาราศาสตร์โอลิมปิกระดับชาติ ซึ่งเป็นสิ่งที่ภาคภูมิใจมาก 

รูปที่ 9 อ.ธัญนันท์ นำนักเรียนเข้าร่วมแข่งขันดาราศาสตร์โอลิมปิกระดับชาติ ครั้งที่ 20 ณ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

การเป็นครูไม่ใช่แค่ออกข้อสอบ ตรวจข้อสอบ เหมือนที่เราเคยคิดตอนเราเด็ก ๆ แต่เป็นเรื่องของการถ่ายทอดวิชาความรู้และประสบการณ์ มุมมองความคิดใหม่ ๆ จากการเป็นครูทำให้เราโตขึ้นไปด้วย ถ้าเราไม่ได้เป็นครู อาจทำให้เรามีความคิดอีกแบบหนึ่ง เราต้องพิจารณาดี ๆ ในสิ่งที่เราจะสื่อสารออกไปยังนักเรียนที่เขารอฟังเรา จะออกมาในรูปแบบไหน เราคงเป็นได้แค่ผู้ให้ข้อมูล ส่วนการตัดสินใจควรเป็นเรื่องของนักเรียนเอง ดังนั้นการให้ความเห็นส่วนตัวของเราต้องผ่านการกลั่นกรองมากขึ้น

รูปที่ 10 บรรยากาศการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในห้องเรียน

นักเรียนสมัยนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อน ทำให้ความยากของการเป็นครูที่นี่ยุคนี้คือเรื่องการดีล (Deal) กับนักเรียนแต่ละแบบ นักเรียนเจน (Generation) เปลี่ยนไป เขาเข้าถึงเทคโนโลยีได้ง่าย แหล่งความรู้หลากหลายมาก ดังนั้นการสอนนักเรียนจะเป็นอีกรูปแบบ คือเราต้องเตรียมความรู้เราให้เพียงพอ บรรยาย (Lecture) แบบปกติอาจไม่ได้แล้ว อาจจะต้องเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวัน สร้างความสนใจ แต่ทั้งหมดทั้งมวลต้องพูดกันด้วยเหตุและผล โดยใช้จิตวิทยาร่วมด้วย สิ่งเหล่านี้ช่วยให้เราพัฒนาการเป็นครูให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น”

“จากนี้คิดว่าจะทำหน้าที่ครูของเราให้ดียิ่งขึ้นต่อไป จะทำเพื่อ MWIT ต่อไป ตอนทำงานก็มีท้อ มีเหนื่อยนะ แต่เมื่อนึกถึงความตั้งใจของเราตั้งแต่ตอนที่ตัดสินใจรับทุน ยังเป็นความรู้สึกที่อยากทำอยู่ อยากอยู่ตรงนี้ อยากใช้ความสามารถเราให้มากที่สุด ไม่ว่าโรงเรียนจะเติบโตไปในทิศทางไหน เราก็พร้อมจะผลักดันโรงเรียนไปในทางที่ดีที่สุด”

นี่คือความตั้งใจของ “ดร.น้ำ – ธัญนันท์ สมนาม” นักเรียนเก่ารุ่นที่ 15 และครูสาขาวิชาฟิสิกส์ โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์

อ้างอิง

ธัญนันท์ สมนาม, การสื่อสารส่วนบุคคล, 1 มีนาคม 2567


We uses cookies to improve the functionality, performance, and effectiveness of our communications, detailed in our Privacy Policy. By continuing to use this site, or by clicking "Agree," you consent to the use of cookies.

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ Settings

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็น (Necessary Cookies)
    เปิดใช้งานตลอด

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้ - Session Cookies Administered by: Us Purpose: These Cookies are essential to provide You with services available through the Website and to enable You to use some of its features. They help to authenticate users and prevent fraudulent use of user accounts. Without these Cookies, the services that You have asked for cannot be provided, and We only use these Cookies to provide You with those services.

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์ (Analytical Cookies)

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรังปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้ - Persistent Cookies Administered by: Us Purpose: These Cookies allow us to remember choices You make when You use the Website, such as remembering your login details or language preference. The purpose of these Cookies is to provide You with a more personal experience and to avoid You having to re-enter your preferences every time You use the Website.

Save